สวัสดีค่ะ แนะนำตัวก่อนนะคะ ชื่อ อ้อย^^ น้องๆเรียกพี่อ้อยก็ได้
ที่เขียนบทความเพราะโดนเว็บมาสเตอร์โหดบังคับ TOT /me ถูกตบหัวจากมือมืด
ล้อเล่นก๊าบบบบบ>/\<" พี่ก็จะมาแนะนำเรื่องการเตรียมตัวสอบของปี55
นะคะ
โดยเน้นหนักที่คณะแพทย์นะ แล้วก็ของภาคเหนือจะเยอะหน่อย เพราะพี่ไม่ค่อยรู้เรื่องคณะ+ภาคอื่นเท่าไร=_=
เดี๋ยวเล่าความเป็นมาของตัวเองก่อน
พี่อยู่จังหวัดเชียงราย โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม(โปรโมตโรงเรียนตัวเองนิดหนึ่ง
555+) เลยมีสิทธิ์สอบโควตาภาคเหนือ แต่ออกตัวก่อนเลยว่า
คะแนนพี่ไม่ได้ดีเลิศ แต่คะแนนพี่ผ่านครึ่งทุกวิชา มาอย่างละนิดอย่างละหน่อย
ทำให้พี่มีวันนี้ได้ พี่ติดโควตาภาคเหนือค่ะ โครงการไม่ได้เลือก พูดง่ายๆก็คือ
พี่ติดแพทย์001 มช. 001เป็นรหัสคณะตอนเลือกค่ะ มช.จะแบ่งเด็กที่ติดแพทย์ออกแบบนี้
สถานที่เรียนตอนปี1-3 สถานที่เรียนตอนปี4-6
1.โครงการเรียนดี
มช.
มช.
2.โควตาภาคเหนือ(001)
มช.
มช.
3.กสพท.
มช.
มช.
4.โครงการแพทย์ชนบท(CPIRD)
มช.
โรงพยาบาลจังหวัดลำปาง
5.โครงการเมกะโปรเจ็ค(Mega
Project)มช.
โรงพยาบาลจังหวัดลำปางหรือเชียงราย
6.โครงการโอดอท(ODOD) มช.
โรงพยาบาลตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน
(เครดิต :
เพื่อนๆในคณะแพทย์ มช. ปี1'54)
การเป็นหมอเนี่ย จะมีวิธีรับ 2 ทาง คือ
1.รับตรง ก็คือ โควตาพื้นที่นั่นเองเป็นของแต่ละมหาลัยที่จะจัดสอบ(เพื่อให้ง่ายพี่จะเรียกว่ารับตรงนะ)
2.กสพท.[กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย] (พี่เรียกว่ารับกลางเพราะมันรวมทั่วประเทศ)
>>การรับต่างกันอย่างไร?
1.รับตรง อย่างที่พี่บอกไปคือ ข้อสอบจะเป็นของแต่ละมหาลัยออกเอง อย่างพี่เป็นเด็กเหนือพี่ก็จะได้โควตาภาคเหนือ
ซึ่งมหาลัยที่รองรับคณะแพทย์ ก็จะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ความจริงเนี่ย
ตอนที่สมัครโควตาภาคเหนือ น้องก็สามารถเลือกมหาลัยอื่นได้นะ
การเลือกในระบบรับตรงโควตาจะต่างจากแอดกลาง(Admission)
คือรับตรงจะเลือกได้สูงสุด 2 คณะในแต่ละมหาวิทยาลัยแต่มีสิทธิ์เลือกได้
4 อันดับ แต่แอดกลางจะเลือกได้ 4 อันดับ
มหาวิทลัยใดก็ได้คณะใดก็ได้
อ่านแล้วงงมั้ย? ถ้างงพี่จะให้ตัวอย่าง
ในโควตาภาคเหนือเนี่ย จะมีมหาลัยรัฐให้เลือกคือ มช. มน. มข. มอ. เอกชนก็มี
หอการค้า พายัพ ฯลฯ จำไม่ได้ละประมาณนี้ คณะก็แล้วแต่น้องๆ แต่เวลาเลือก! พี่มีสิทธิ์เลือกคณะของมช.ได้แค่สองคณะ และมหาลัยอื่นอีกสองคณะ
เช่น
อันดับ1 : แพทย์ ม.เชียงใหม่
อันดับ2 : เภสัช
ม.เชียงใหม่
อันดับ3 : วิศวะฯ
ม.ขอนแก่น
อันดับ4 : วิศวะ ม.สงขลา
(พี่ไม่แนะนำให้เลือกตามนี้นะ เป็นแค่ตัวอย่างสมมุติเฉยๆ ถ้าน้องเลือกอับดับ1กับอันดับ2แบบพี่ โอกาสหลุดสูงมาก=_=)
อย่างที่เห็นคือเลือกของมหาลัยเดียวกันได้แค่สองอันดับเท่านั้น พี่เลือกของมช.มากกว่านี้ไม่ได้
แล้วก็น้องสามารถเลือกโครงการเพิ่มได้อีก อาจจะเป็นโครงการ ของหมอ
หรือหมอฟันก็ได้
โอเค จบของส่วนรับตรงไป ทีนี้เรามาดูของกสพท.กันบ้าง
2.กสพท. จะเริ่มต้นรับสมัครประมาณเดือนสิงหาคม
คะแนนที่ใช้ก็แบ่งออกเป็น สัดส่วน 70 : 30 คือวิชาสามัญ
70% และวิชาความถนัดแพทย์30%
วิชาสามัญ70 % ก็เอามาแบ่งน้ำหนักให้แต่ละวิชาอีกทีเป็น
วิทย์ 40% คณิต 20% อังกฤษ 20% ไทย 10 % สังคม 10%
แล้ววิชาที่สอบวิชาแรกเนี่ย คือความถนัดแพทย์ จะสอบตอนประมาณสิ้นเดือนตุลาคม
(เห็นงี้มาสองปีละ) ส่วนวิชาสามัญสอบเดือนมกราคม ประกาศผลก็ กุมภาพันธ์
วิธีเลือกคณะของกสพท.เนื่องจากความขี้เกียจส่วนตัว~ พี่แนะนำให้อ่านหนังสือความถนัดแพทย์เพราะสอนอยู่แล้ว~
(โป๊กก!!) เจ็บอ้ะTOT ทำเค้าทำไม!!
กสพท.จะมีสถาบันแพทย์ให้เลือกอยู่ 12สถาบัน และ ทันตะฯ 5 สถาบัน วิธีเลือกง่ายๆ...
น้องก็เอาตารางคะแนนปีก่อนๆมากาง แล้วก็นั่งดู แล้วก็หยิบออกมา 4 มหาลัยที่ชอบก่อน จากนั้นก็เรียงคะแนน อ้ะๆ ดูที่คะแนนต่ำสุดของปีก่อนนะ
ไม่ใช่สูงสุดนะน้อง- -* แต่บางคนอาจจะเกิดปัญหาว่า....
เดินช๊อปปิ้ง หยิบมา 4 มหาลัย เป็นคณะแพทย์หมด
เลือก จุฬา รามา ศิริราช วชิระ ^^~ จากนั้นเพิ่งมาแหกตาว่าO_O!
เฮ้ยทำไมคะแนนติดกันหมด....เสี่ยงหลุดโคตร ยิ่งจุฬาฯ กับ ศิริราช
บร๊ะเจ้าจ๊อดดด!! น้องไม่ต้องตกใจไป- -
คะแนนมันติดๆกันหมดอยู่แล้ว เพราะงั้น
อันดับ 1 : เลือกมหาลัยและคณะที่ชอบที่สุด
ไม่ต้องสนคะแนนมัน
อันดับ 2 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ1
และคะแนนต่ำกว่าอันดับ1
อันดับ 3 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ2
และคะแนนต่ำกว่าอันดับ2
อันดับ 4 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ3
และคะแนนต่ำกว่าอันดับ3
แต่จริงๆ ถ้าอยากเรียนเนี่ย
ไม่ควรเลือกที่คะแนนติดกันมากเกินไปนะคะ อย่างเช่น
อันดับ 1 : คณะแพทย์ จุฬาฯ
อันดับ 2 : คณะแพทย์ รามา
อันดับ 3 : คณะแพทย์ มช.
อันดับ 4 : คณะแพทย์
มน.
อะไรแบบนี้ก็ได้ คือถ้าน้องไม่ยึดติดกับสถาบันนะ ควรเลือกคะแนนห่างๆหน่อยก็ดี
ปัญหาของหลายๆคนอาจจะมีว่า.....ก็เค้าอยากอยู่มน.อ่ะ มน.ใกล้บ้านเค้า!!
แต่ที่หยิบมาก็มี จุฬา พระมงกุฎ มช. มน.
อยากเอามน.ไว้อันดับหนึ่งอ่ะ แต่เผอิญว่า....มน.มันคะแนนต่ำสุดน่ะสิน้องเอ๊ย=_="
ถ้าอยากได้มน.จริงๆ น้องต้องตัด3มหาลัยแรกออก
แล้วเลือกเป็นทันตะแทน เพราะคะแนนต่ำกว่า (แต่พูดให้เข้าใจก่อนนะ
พี่ไม่ได้มีเจตนาดูถูกมหาลัยนะคะ แต่อ้างอิงจากคะแนนต่ำสุดสูงสุดของปี53แล้วที่พี่ยกเป็นมหาวิทยาลัยรัฐมาพูดเพราะน้องส่วนใหญ่ก็มองแต่มหาลัยรัฐก่อนอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ?)
>>อาจจะมีคำถามว่า.....พี่คะ ถ้าหนูเลือกไม่ครบ4อันดับได้ไหมคะ
ได้ค่ะ พี่ก็เลือกไม่ครบ แต่ไม่ว่าน้องจะเลือกครบหรือไม่ครบ
น้องก็เสีย 1,215 บาทอยู่ดี /O\ 1200ค่าสมัคร
อีก15บาทค่าธรรมเนียมธนาคาร แต่ถ้าน้องไม่มีมหาลัยที่อยากได้จริงๆ
ก็ไม่ต้องเลือกให้ครบนะคะ มันก็แล้วแต่น้อง ว่าน้องอยากเสี่ยงดวงแค่ไหน เพราะมันไม่ได้ประกาศรอบเดียว
แต่บางทีกสพท.ก็มีประกาศรอบสอง รอบสามออกมา ซึ่งคะแนนจะลดลง น้องก็มีสิทธิ์ได้
สมมุติ
ประกาศคะแนนรอบที่1
คะแนนต่ำสุดจุฬาฯ 66.5436 คะแนน
คะแนนต่ำสุดมช. 63.1549 คะแนน
ประกาศคะแนนรอบที่2
คะแนนต่ำสุดจุฬาฯ 64.9832 คะแนน
น้องมีคะแนนในมือ 65.0000 คะแนน และน้องเลือกไว้สองมหาลัยคือจุฬาอันดับ1
มช.อันดับ2
ถ้าน้องเลือกแบบนี้ น้องจะติดมช.แทนที่จะติดจุฬา
แต่ถ้าน้องเลือกจุฬาฯอันดับ1เดี่ยวๆ รักเดียวใจเดียวกล้าเสี่ยง!
รอประกาศรอบ2 น้องจะติดจุฬาฯสมใจ....
>>แล้วพวกโครงการคืออะไร? เราเลือกมันได้ตอนไหน?
โครงการจะแบ่งออกเป็น 3 โครงการเฉพาะของแพทย์(เท่าที่พี่รู้ตอนนี้)
ถามว่าโครงการนี้มีที่ไหนบ้าง มีทั่วประเทศที่รับคณะแพทย์เลย แล้วแต่พื้นที่จังหวัดที่น้องอยู่ว่า
ไปสังกัดมหาวิทยาลัยไหน อย่างภาคเหนือก็ขึ้นกับคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่น
เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ นครสวรรค์ ภาคกลางบางจังหวัดก็ขึ้นกับจุฬาฯบ้าง มหิดลบ้าง
น้องต้องไปดูว่าตัวเองมีสิทธิ์สอบของที่ไหนบ้าง เราเลือกโครงการได้ ตอนที่สมัครสอบโควตา....
1.โครงการ One District One Doctor [ODOD] เรียกง่ายๆว่า
โอดอท สำหรับภาคเหนือ คนที่มีสิทธิ์เลือกโครงการนี้ได้ ชื่อ>ตัวเอง< ในทะเบียนบ้าน ที่อยู่
ต้องไม่ใช่อำเภอเมือง [หรือ] ชื่อพ่อแม่น้อง ที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นต่างอำเภอ
และอยู่มาแล้วอย่างน้อย 3 ปี
2.โครงการ Collaborative Project to Increase Production of
Rural Doctor [CPIRD] เรียกว่า แพทย์ชนบท
หรือเรียกเป็นชื่อโครงการไปเลยว่า ซี-เพริท แต่ส่วนมากก็เรียกกันย่อๆว่า แพทย์ชนฯ
เป็นอันรู้กัน
3.โครงการ Mega Projects เรียกเลยว่า
แพทย์เมกะฯ หรือ โครงการผลิตแพทย์เพิ่ม แม้จะเป็นการผลิตแพทย์เพิ่มเหมือนกัน
แต่ว่าต่างจาก CPIRD นะ
>>แต่ละโครงการต่างกันอย่างไร?
1.ODOD : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก)
ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก)ที่จังหวัดบ้านเกิดตามทะเบียนบ้านตอนแรก
ระยะเวลาการใช้ทุน 12 ปี ถ้าอยากเรียนต่อเฉพาะทาง
มันจะเหมือนกับเล่นเกมส์ ปกติเราเล่นเกมส์เนี่ย โผล่มาตอนแรกก็อาจจะให้เลือกได้แค่สนามเดียวหรือเซิฟเวอร์เดียวก็คือพวก
beginner หรือ practise ทำนองนั้น ยิ่งเลเวลสูงยิ่งปลดด่านยากๆ ให้เลือกเล่นได้ใช่ไหม นั่นแหละเหมือนกัน
ยิ่งเราใช้ทุนนานไปเรื่อยๆ สาขาที่เราอยากเลือกเรียนต่อก็จะค่อยๆปลดออกมาให้เราได้เลือก
มันแล้วแต่ว่าน้องจะเจอกี่ปี สมมุติ ใช้ทุนไป 3 ปี
เฉพาะทางเด็กเปิดให้เรียนแล้ว ใช้ไปอีก 2 ปี
ศัลยกรรมกับอายุรกรรมเปิดให้เรียนแล้ว ประมาณนี้
2.CPIRD : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก)
ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก) ในจังหวัดที่แต่ละมหาลัยกำหนด
อาจจะเป็นบ้านเกิดตัวเองหรือไม่ก็ได้ ระยะเวลาใช้ทุนเหมือนปกติ 3 ปี^^
3.Mega projects : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก)
ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก) จะเลือกลงได้แต่ก็แค่ในจังหวัดที่มหาลัยกำหนดเหมือนกัน
ระยะเวลาใช้ทุนเหมือนปกติ 3 ปี^^
>>แล้วโครงการต่างกับโควตารับตรงและกสพท.อย่างไร?
มันก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอกค่ะ ต่างกันตรงที่ความหน้าตาดี
ใครเลือกโควตา ก็หน้าตาดีหน่อย55+(/me เผ่น) ล้อเล่น!~ ก็ต่างกันเรื่องสถานที่เรียนตอนปี4-6นั่นเอง ถ้าติดโควตาหรือกสพท.ก็จะได้เรียนที่เดิม6ปีเต็ม!
แต่ถ้าเป็นโครงการ ก็อย่างที่บอกคือ
ต้องไปเรียนในโรงพยาบาลพื้นที่ที่มหาลัยกำหนดไว้ ส่วนที่ต่างอีกเรื่อง(เรื่องนี้พี่ไม่ค่อยแน่ใจแต่เท่าที่ได้ยินมานะ)ก็คือการเลือกสถานที่ใช้ทุน
ถ้าน้องๆ เป็นโควตาหรือกสพท. น้องจะมีสิทธิ์เลือกก่อน แต่ถ้าคนเลือกจังหวัดนั้นเยอะ
ก็ต้องจับฉลากเอาเหมือนกัน คนที่ได้เลือกรองลงมาก็คือ โครงการเมกะโปรเจ็ค สุดท้ายคือแพทย์ชนฯ
ส่วนโอดอท ไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะต้องกลับไปใช้ทุนอำเภอตัวเองอยู่แล้ว
และใช้มากกว่าคนอื่น 12 ปี(กะว่าแก่อยู่กับที่เลยทีเดียว= =)
>>ถ้าเราไม่ใช้ทุนได้ไหม?
ได้ค่ะ แต่ด้วยสามัญสำนึกแล้ว ควรจะใช้อย่างต่ำก็
1 ปีนะพี่ว่า = =a พวกใช้ทุน 3 ปีเนี่ย ตอนทำสัญญาพี่เซ็นไปรับรองว่าถ้าไม่ใช้ก็จ่าย4แสนบาท แต่สมมุติพี่ใช้ทุนไป1ปี จำนวนเงินก็ลดลงตามเวลาที่เหลือนั่นแหละค่ะ
แต่โอดอทรู้สึกจะเสียมากกว่านั้น เพราะเป็นโครงการที่ล็อกตัวแพทย์ไว้เลย
ต้องการในพื้นที่ชนบทมาก
แนะนำเรื่องการสมัครสอบ+วิธีเลือกไปแล้ว....
เรื่องต่อมาที่(โดนบังคับให้)แนะนำก็คือ...เรื่องการอ่านหนังสือ
จุดเริ่มต้นในการเริ่มอ่านหนังสือ : อันนี้ไม่เกี่ยง
ใครเริ่มเร็วก็ได้เปรียบ เริ่มช้าก็เสียเปรียบหน่อย พี่เริ่มอ่านเหยาะแหยะ(ประมาณพลิกๆไม่กี่หน้าแล้วก็วางไปเล่น~)ตั้งแต่ปิดเทอมใหญ่ม.5ขึ้นม.6 แต่พี่ก็เรียนเนื้อหายังไม่จบนะ
แต่ปิดเทอมเนี้ยพี่ตั้งใจเรียนมากขึ้น เวลาไปเรียนพิเศษก็ไปก่อนเวลานิดหน่อย
การบ้านที่อ.สั่งก็ทำทุกครั้ง เวลาที่เริ่มอ่านพี่ไม่ได้เน้นอย่างจัดตารางอ่านหนังสือ(เพราะเป็นคนที่ชอบแหกกฎ^^")
พี่รู้ตัวว่าพี่ทำตามตารางไม่ได้หรอก เสียเวลาทำด้วย
แต่พี่มีวินัยกับตัวเองที่ว่า ถ้าอ่านแล้วต้องอ่านจริงๆนะ
พี่กำหนดรางวัลและบทลงโทษให้ตัวเอง บนโต๊ะพี่เขียนติดโพสอิทแปะไว้ ด่าตัวเอง
"อย่าให้มันเป็นแค่เพียงคำพูดที่สวยหรูสิ...พูดแล้วต้องทำให้ได้"
หรือให้กำลังใจ "เพราะแสวงหามิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถมิใช่เพราะโชคช่วย ดังนั้นลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"อันหลังเป็นคำพูดของขงเบ้ง(สามก๊ก)
พี่ค่อนข้างเชื่อนะ เพราะพี่เป็นคนที่ไม่ค่อยมีดวงเท่าไร แบบไม่อ่านหนังสือเลย คะแนนมันก็ออกมาตามผลการกระทำนั่นแหละ
แต่ถ้าอ่านไปบ้าง เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เห็นใจ ถึงมั่วบ้างคะแนนก็ออกมาใช้ได้
แล้วถามว่าพี่ใช้เวลาช่วงไหนอ่านบ้าง...อันที่จริงก็ไม่มีตายตัวนะ
วันไปเรียนปกติก่อนละกัน พี่ลองทำไอ้ที่รุ่นพี่เขาบอกว่าดีมาหมดแล้ว อย่างบางคนก็บอกว่า
หลับ4ทุ่ม ตื่นมาตี4อ่านหนังสือ(สำหรับเด็กตจว.แล้วเป็นปกติที่จะตื่น7โมงน้องที่อยู่กรุงเทพไม่ต้องแปลกใจ- -)พี่ทำอยู่ช่วงหนึ่ง
จนเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ละ อ่านตอนเช้าหิวก็หิว แถมสมองยังตื่นไม่เต็มที่อีกด้วย
พี่ก็เปลี่ยน กินข้าวเย็น+แปรงฟันเสร็จประมาณ6โมงก็เริ่มอ่าน
จน2ทุ่มอาบน้ำ+พัก 3ทุ่มอ่านต่อถึงเที่ยงคืน
แล้วก็หลับ ตื่นเช้ามา 6โมง อาบน้ำแต่งตัวไรเสร็จ6ครึ่ง อ่านต่อ 7โมง15ทานข้าวแล้วไปโรงเรียน
ส่วนวันหยุด...ตื่นมาทำไรเสร็จก็อ่านเลย มีพักกินข้าวเที่ยง พักเล่นบ้าง15-30นาที แล้วแต่ เรียกได้ว่าอ่านทั้งวัน ถ้าไม่มีงาน น้องจะเห็นว่า
ตารางเวลาพี่ มันจะไม่เหมาะกับน้องเลย ถ้าน้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ต้องตื่นแต่ตี4เป็นปกติอยู่แล้วเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นพี่ถึงบอกแล้วว่า
เราต้องปรับตัวเอง ต้องรู้ตัวเอง ต้องสอนตัวเองทุกวัน เราโตขึ้นทุกวัน
เราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองในอนาคต ระเบียบวินัยการอ่านหนังสือแค่นี้เราวางเองได้
ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช สำหรับเด็กตจว.อยากลองแบบพี่ก็ได้ แต่เด็กกรุงเทพ
ในเมื่อน้องเสียเปรียบตรงที่ว่า เสียเวลาในการเดินทางไปเรียนนาน ดังนั้นน้องควรอ่านหนังสือในรถไปด้วยตอนที่รถติดไฟแดงหรือเคลือนไปช้าๆ
จะได้ดึงส่วนของเวลาที่เสียไปกลับมา แต่ต้องระวังถ้ารถสั่นมากหรือแสงน้อยอย่าอ่านเพราะสายตาเสีย
อีกเรื่องที่น้องมักจะประสบปัญหากันคือเรื่องการบ้านและกิจกรรมที่โรงเรียน
แล้วมันจะมีเด็กอยู่สองประเภทคือ
1.พวกที่ไม่อ่านหนังสือทำงานให้เสร็จก่อน
2.พวกที่อ่านแต่หนังสือไม่ทำงาน
พี่บอกได้เลยว่าพี่เป็นประเภทที่1 คือพี่คิดว่าเวลาเราทำการบ้านเนี่ย ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ความรู้ เราก็ได้ความรู้แต่อยู่ในรูปแบบงานที่ต่างออกไปเท่านั้นเอง
คือพี่ไม่ได้ว่าประเภทที่2นะ พี่ก็เข้าใจอยู่ว่า
ไหนๆก็จะจบม.6แล้ว ถ้าติดรับตรงไป เกรดก็ไม่เห็นต้องไปแคร์เลย
ซึ่งจริงๆพี่เองก็เห็นด้วย แต่พี่ก็ดันแคร์=_=" เพราะพี่คิดว่า
ไหนๆก็ปีสุดท้ายของม.ปลายแล้ว ทำอะไรให้มันสุดๆของชีวิตสักครั้ง งานก็เอา
กิจกรรมก็เอาบ้าง หนังสือก็อ่าน บางกิจกรรมเราเลี่ยงไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องทำ
โดยเฉพาะงานห้องเนี่ย ม.6มักจะไม่ค่อยสนใจกัน มักจะคิดว่าเออ
งานห้องเดี๋ยวก็มีคนทำเอง หารู้ไม่ว่าทุกคนดันคิดแบบเดียวกันหมด....เพราะงั้นไม่ใช่แค่ตัวเองจะเอนท์
คนอื่นก็เอนท์ด้วย พี่เชื่อว่าคนทำดียังไงก็ต้องได้ดี มันไม่ใช่แค่ว่าเราเครียดคนเดียว
คนอื่นเขาก็เป็น เห็นใจกันให้มากๆ แล้วน้องจะพบว่าความเห็นแก่ตัวของเราจะลดลง
งานมีถ้าช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ เดี๋ยวมันก็เสร็จ
งานเสร็จทุกคนก็ไปรับผิดชอบตัวเองต่อแล้ว
น้องอยากเป็นแบบไหนน้องก็เลือกเอาละกันนะ....
โดยส่วนตัวพี่เป็นคนที่ไม่มีระเบียบวินัยในการอ่านหนังสือเท่าไร=_=//
เลยแนะนำไม่ค่อยจะถูก แต่พี่จะบอกวิธีทำของพี่ละกัน
1.เอาหนังสือ ชีท ทุกอย่าง ที่เรียนพิเศษหรือในโรงเรียนที่ดูมีประโยชน์ต่อการเพิ่มความรู้อันน้อยนิดในหัวให้มากขึ้น
ออกมาจัดเรียงเป็นวิชา แล้วก็เรียงตั้งแต่ ม.4-ม.6
2.รื้อตู้หนังสือจัดใหม่ l ไทย+สังคม l
เคมี l ชีวะ l ข้อสอบ
l อังกฤษ l
คณิต
l
3.ส่วนตัวพี่ชอบชีวะ พี่เริ่มอ่านชีวะก่อน เพราะพื้นฐานชีวะพี่แน่นกว่าวิชาอื่น
แนะนำน้องที่กำลังหัวปั่น วิชานั้นก็ต้องอ่าน วิชานี้ก็ต้องอ่าน
พี่อยากให้น้องสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยมองว่าน้องพิจารณาว่าชอบวิชาอะไร แต่!
มันจะมีประเภทที่ว่า พี่เค๊อะ~ หนูถนัดวิชางานบ้านอ่ะค่ะ....~
หรือ พี่ครับ ผมไม่ถนัดซักวิชาอ่ะ << =_= งี้พี่ก็ช่วยน้องไม่ได้นะคะ ตัวใครตัวมันละ ยังไงก็ต้องเริ่มอ่านซักวิชา เอาที่เกลียดน้อยที่สุดก็ได้
4.อ่านทุกวัน ให้มันสม่ำเสมอ แรกๆ น้องจะขี้เกียจ โอ๊ย!~ อ่านตั้ง 15
นาทีแล้ว ไปพักเล่นเฟซบุ๊คดีกว่า << แบบนี้ห้ามนะน้อง-
- วันแรกพยายามเริ่มต้นให้มันนานหน่อย สัก 1 ชม.
แล้วน้องก็ตั้งรางวัลกับตัวเอง ถ้าฉันตั้งใจอ่านครบ1ชม.นี้ เดี๋ยวจะให้พักเล่นครึ่งชม. (โคตรคุ้ม^^~)
แต่น้องต้องตั้งใจจริงๆนะ ไม่ใช่มัวแต่ไปมองเวลา เมื่อไรจะ1ชม.ว้า~ หรือนั่งคิดว่า เดี๋ยวตอนพักจะเล่นไรดี
คุยโทรศัพท์กับแฟน ไรงี้ ห้ามทำเด็ดขาด- - แน่นอนว่ามีรางวัล.....เราต้องมีบทลงโทษ
หึหึหึ -,.....,-+ ถ้าพี่ว่อกแว่ก ไม่ยอมอ่านหนังสือ
พี่จะลงโทษตัวเองโดยการอดเล่นคอมไปในวันนั้น ห้ามมีข้ออ้างใดๆ ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่
ยกเว้นงานกลุ่มที่มันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนด้วย หลังๆน้องจะอ่านจนติดไปเอง
ชนิดที่ว่า ไม่ได้อ่านแล้วรู้สึกอะไรมันขาดๆไป....
>>ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะอ่านหนังสือ
1.ยอดฮิตมาก! อ่านแล้วหลับ.... : ถามว่าพี่เป็นรึเปล่า? พี่ก็เป็น วันไปโรงเรียนปกติ พี่อ่านตั้งแต่อาบน้ำเสร็จก็2ทุ่ม - เที่ยงคืน อาบน้ำตอนแรกมันยังไม่ง่วงหรอก ผ่านไปสักพักจะเริ่มง่วง
วิธีแรก ตบหน้าตัวเองเบาๆ พอเรียกสติ ไปสักพักเริ่มไม่ไหว ลุกเดินไปล้างหน้า
กลับมาอ่านต่อ ขั้นสุดท้ายรู้สึกสมองล้าไม่ไหวแล้ว ใช้งานมันหนักทั้งวัน ให้หลับตา
ในขณะที่นั่งอ่านหนังสือ ให้เอาแขนมาเท้าคางไว้ ห้ามฟุบกับโต๊ะเด็ดขาด เพราะมันจะหลับไปจริงๆ=_=
แล้วน้องก็ปล่อยให้ตัวเองเคลิ้มๆสะลึมสะลือ จนถึงจุดที่คิดว่าตัวเองใกล้จะหลับแล้ว
ให้กระชากตัวเองออกมาจากภวังค์อย่างเร็วๆ อาจจะเอาแขนลงทันที
(ระวังหน้าอย่ากระแทกกับโต๊ะก่อนล่ะ) น้องจะงงๆก๊งๆนิดหน่อย แต่จะรู้สึกสดชื่นขึ้น
เพราะสมองน้องได้หลับไปนิดหนึ่งแล้ว เริ่มอ่านต่อได้
2.อ่านแล้วไม่เข้าหัว : ไม่ใช่อ่านแล้วไม่เข้าใจนะ แต่อ่านแล้วไม่เข้าหัวคือเกิดอาการที่ว่า...ขณะนั้นในหัวกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่
หลายๆเรื่องผสมปนเปกัน เช่น กังวลว่าจะอ่านทันไหม? เมื่อกี้ข่าวสึนามิว่าไงบ้างมันจะบอกข้อสอบสังคมไหมว้า?
แฟนทำตัวห่างเหินหรือว่ามีกิ๊ก? นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องอ่านไม่เข้าหัว
ก็เล่นให้สมองคิดเรื่องแบบนี้อยู่แล้วเอาจะส่วนไหนมาทำความเข้าใจเนื้อหา เพราะงั้นขณะอ่าน
ให้ตัดความคิดเรื่องพวกนี้ออกไปให้หมด โฟกัสสายตาไปที่ตัวหนังสือ ไม่ใช่ว่าเพ่งนะ
แต่โฟกัสจ้องไปที่มันเฉยๆ ถ้ายังไม่เลิกคิดให้อ่านเนื้อหาดังๆ สักพักจะดึงตัวเองกลับมาสนใจเนื้อหาได้
พอดึงได้ปุ๊ป รีบฉวยโอกาสนี้ อ่านแล้วตั้งคำถามว่า เมื่อกี้เราเข้าใจมากน้อยแค่ไหน
คิดคำถามให้ตัวเอง (สมมุติตัวเองเป็นครูแล้วจะออกข้อสอบให้นักเรียน)เหมือนเก็งข้อสอบไปในตัวว่า น่าจะออกแนวนี้
3.อ่านแล้วไม่เข้าใจ : สูตรนี้มันมาจากไหน? พิสูจน์ยังไง
เหตุผลคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ขั้นแรกของพี่คือ เปิดอินเตอร์เน็ต เสิร์ชเลย แต่ข้อมูลมันจะกระจายเป็นวงกว้าง
บางทีไม่มีคนย่อยข้อมูลให้เราเหมือนที่เรียนพิเศษ เราต้องนั่งเก็บรายละเอียดเอง
ซึ่งจะช้า แต่ถ้าน้องเก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ น้องจะพบว่า
น้องลิ้งเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้าหากันได้หมด ถ้ามีความรู้ตัวนี้ พอคิดลิ้งได้
ก็จะเริ่มสนุกกับการคิดแล้วทีนี้
แต่ถ้าพี่หายังไงก็ไม่เจอ หรือเริ่มอารมณ์เสียกับข้อมูลที่มากและไม่ตรงคำถามพี่
พี่ก็จะจดใส่กระดาษไว้ แล้วไปถามครูที่โรงเรียน ครูที่โรงเรียนน้องอย่าไปดูถูกว่าไม่เก่งเท่าครูที่เรียนพิเศษนะ
บางทีท่านแค่ถ่ายทอดให้คนส่วนมากฟังไม่ค่อยดีเท่านั้นเอง แต่ท่านก็เก่ง เพราะจบจากสาขาวิชาที่ท่านถนัด
น้องเข้าไปหาท่านเถอะ แม้ว่าท่านจะดุ แต่สำหรับถ้าเป็นครู พี่ชอบนะ
เด็กที่ตั้งใจใฝ่หาความรู้นอกห้องเรียน
แต่ถ้าน้องบังเอิญเจอครูที่ยกอารมณ์เหนือเหตุผล
น้องก็พยายามเลียงไปหาครูท่านอื่นละกัน อย่าไปหาเรื่องอะไรเลย เพราะคนที่เสียเปรียบมีแต่เรา
ถ้าน้องเจอแบบนี้ พี่อยากให้น้องเก็บไว้เป็นบทเรียนชีวิตมากกว่าว่า เออ นี่นะ
เราไม่ชอบผู้ใหญ่แบบนี้ โตขึ้นเราจะไม่เป็นแบบนี้นะ
เราจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กๆรุ่นต่อไป ให้เขานับถือเราด้วยความรู้และความสามารถที่เรามี
ไม่ใช่เคารพเพียงเพราะอาวุโสของเราเท่านั้น
>>>หนังสือแต่ละวิชาที่พี่อ่าน
ชีวะ : พี่อ่านหนังสือของหมอพิชญ์ทั้งหมด (^^โปรโมตๆ แต่ไม่เห็นจะได้แคมเบลเลยอ่ะ555+) ตอนพี่เรียนมันยังเป็น5เล่มจบอยู่ เดี๋ยวนี้เป็น6เล่มจบแล้วนี่นะ พี่เรียน5เล่มนี้ก็ไม่เรียนคอร์สเอนฯแล้ว แล้วก็ไปตั้งใจเรียนในห้อง +
ทำแบบฝึกหัดมากๆ นอกจากเรียนพิเศษกับหมอพิชญ์ พี่ยังเรียนพิเศษกับอาจารย์ในโรงเรียนพี่อีกด้วย
ซึ่งอาจารย์เป็นคนที่ความรู้แน่นปึกมากๆ ฮาร์ดคอดีพี่ชอบ(ซาดิสม์555+ล้อเล่นๆ) ด้วยความชอบบวกกับทบทวนเยอะ ทำให้พื้นฐานพี่แน่น
ตอนทำข้อสอบอ่านแล้วกาได้เลย แทบไม่เสียเวลา จะได้เก็บเวลาไปทำฟิสิกส์กับเคมีเยอะๆ
ถามว่าพี่ทวนมากแค่ไหน....ชีวะพี่เริ่มตั้งแต่ม.4แล้ว
อ่านทวน รวมทั้งจดสรุปย่อดึงเนื้อหาออกจากหนังสือ ถามว่าเปิดหนังสือมั้ย เปิดนะ=_=a
เพราะพี่ไม่เก่งขนาดที่ว่าปิดหนังสือเขียนได้ ถ้าให้ปิดก็ได้ แต่พี่ไม่มั่นใจว่ามันจะถูกชัวร์รึเปล่า
พี่จดออกมารอบหนึ่ง แล้วมานั่งอ่านที่ตัวเองจดอีกรอบ
หนังสือที่พี่ลอกออกมาก็คือหนังสือ 5 เล่มของหมอพิชญ์
เสริมส่วนที่หมอพิชญ์ขาดไปแต่อาจารย์พี่สอน ทำให้มันดูสมบูรณ์ขึ้น
เคมี : ตอนนั้นพี่โง่เคมีมาก
ชนิดที่ว่า คำนวณปริมาณสารไม่เป็นอ่ะน้อง - - สูตรอะไรพี่ไม่รู้เรื่องเลย เพราะพี่แอนตี้เคมีตั้งม.4
ปิดเทอมซัมเมอร์พี่ทุ่มให้คอร์สเดียวเลยคือคอร์สเอนฯ อ.อุ๊
ตอนที่ทำการบ้านนะน้องเอ๊ยยย ไม่อยากจะบอก น้ำตาพี่งี้แทบไหล ทำไม่ได้เลยอ่ะ โมโหตัวเองด้วยที่ว่าตอนนั้นทำไมไม่ตั้งใจเรียน
แต่พี่ก็ทำจนเสร็จนะ ทำไม่ได้ก็มั่วไป พยายามทำนั่นแหละ จนมันเสร็จ
ตอนนั้นจำได้เลยว่า การบ้านปริมาณสารนั่งทำตั้งแต่5โมงเย็น-ตี1
=_=" เป็นอะไรที่พี่เข็ดมาก พอจบคอร์ส เหมือนกับว่า
เคมีมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ เพียงแค่เราทุ่มเทและตั้งใจกับมันมากแค่ไหน
พอพี่เริ่มคิดบวกกับวิชาที่แอนตี้ ตอนที่พี่ท้อในการเรียนพี่ก็คิดแบบนี้
เรายังตั้งใจไม่พอ แค่นี้เอง เราต้องทำได้สิ นอกจากอ่านของอ.อุ๊แล้ว พี่ก็ทำข้อสอบ15พศ.ด้วย แต่ทำไม่หมด =_=" แบบว่าไม่ทัน แหะๆ
คณิต(เลข) : พี่ก็ชอบคำนวณนะ แต่ไม่ชอบแบบพวกโคนิคอ่ะ วงกลม วงรีไรเงี้ย
เกลียดมาก แต่พี่ชอบพวก แคลฯ ฟังก์ชัน ตรีโกณ แบบนี้มากกว่า มันก็แล้วแต่คนนะน้อง
แต่พี่ศิษย์สำนักเดอะเบรน 55+ แต่ไม่ว่าน้องจะเรียนที่ไหน น้องเก็บความรู้ได้เท่าไร
มันขึ้นอยู่กับว่าน้องตั้งใจกับมันแค่ไหน ฟังเสียงมันแค่ไหน
บทที่พี่ไม่ชอบพี่ก็พอทำให้เอาตัวรอดไปได้ เลขพี่อ่าน 5 เล่ม
คอร์สเอนฯเดอะเบรนเช่นกัน + ทำโจทย์ที่พี่ๆให้เป็นการบ้าน
อังกฤษ : พี่เรียนenconceptงับ เนื่องจากครูสมศรีไม่เคยมาเปิดเชียงราย เลยไม่เคยเรียน=_= อย่าถามว่าเรียนที่ไหนดีกว่า เพราะพี่ก็ตอบไม่ได้ นอกจากอ่านของพี่แนนแล้วพี่ก็ทำ
Ax22 ทำไม่หมดเหมือนกัน แต่ทำไปได้เยอะอยู่นะ ก็ถึงเอนท์ของปี48อ่ะ ตอนทำ ไม่ใช่แค่ทำแล้วตรวจตามเฉลยนะ
เฉลยแล้วก็เขียนศัพท์ที่เราไม่รู้ลงในเทสด้วย (หนังสือเรานี่
อยากเขียนไรก็ได้ ใครจะทำไม! 555+<< เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งหมั่นไส้พี่55+)
ความถี่ในการทำข้อสอบก็แล้วแต่อารมณ์=_= (นิสัยไม่ดีเลยเนอะ อย่าเอาเป็นตัวอย่างนะ^^") แต่ก่อนทำบทถัดไป
กี่ก็นั่งอ่านที่ตัวเองจดไว้ พวกศัพท์ พลิกตั้งแต่หน้าแรก-หน้าที่จะทำอ่ะ
ฟิสิกส์ : เอ่อ....เรื่องนี้น่าอายมาก 555+ เพราะพี่อ่านไม่ทันT^T
พี่เลยจำเป็นต้องทิ้ง แต่พี่ตั้งใจเรียนในห้องอยู่แล้วนะ!!
เลยได้ตั้งบทหนึ่ง ><" บทการเคลื่อนที่ง่ะ 55+
แต่พี่ไม่แนะนำให้น้องทิ้งนะคะ ถึงแม้ว่าหมอจะไม่ต้องใช้ฟิสิกส์
แต่น้องก็ต้องเรียนตอนปี1อยู่นะ แถมตอนสอบเข้า คะแนนฟิสิกส์จะเป็นตัวช่วยดึงวิชาอื่นๆด้วย
เพราะงั้นตั้งใจอ่านนะ แล้วก็ต้องตั้งใจเรียนในห้องด้วย
ไทย : ปกติพี่ไม่เรียนพิเศษไทย เพราะพี่ถือว่าเป็นคนไทย
ภาษาบ้านเกิดเราเองแท้ๆ ยังเรียนให้ดีไม่ได้ แล้วจะไปเรียนภาษาอะไรได้ดี - -
ภาษาไทยไม่ได้ยากเลย ถ้าน้องตั้งใจเรียนในห้อง ทำโจทย์บ่อยๆ
เรื่องที่พี่แนะนำให้เก็บอย่างแรง และทำความเข้าใจกับมันให้เยอะๆคือ พวกรสในวรรณคดี
ถ้าน้องมองตัวนี้ทะลุปรุโปร่งน้องจะสบายขึ้นเป็นกอง แต่แน่นอนพี่เริ่มด้วยคำว่าปกติไม่เรียน....แปลว่าพี่ก็เรียนไงสุดท้าย5555+
พี่ไปติวโควตาภาษาไทยกับอาจารย์ธตรฐ(ชื่ออาจารย์อ่านว่า ทะ-ตะ-รด) ซึ่งถ้าไม่เรียนพี่คงไม่ได้มากกว่านี้=_="
พวกคำ ครุ ลหุ พี่ไม่รู้เรื่องเลย แต่พอไปจำเทคนิคของอาจารย์
ทำให้ทำพวกนี้ได้ทันที
ครุ = เสียงหนัก มีตัวสะกด สระเสียงยาว เช่น คุณครู
ลหุ = เสียงเบา ไม่มีตัวสะกด สระเสียงสั้น เช่น คะ ค่ะ
อ้อ! มีอีกเรื่องที่น้องๆมักจะใช้ผิดกันเยอะ สมัยนี้=_=
เรื่อง ค่ะ กับ คะ ง่ายมากวิธีแก้ น้องลองออกเสียงตามสิ ค่ะ
น้องจะรู้สึกเสียงมันต่ำใช่ไหม ลองนึกดู เวลาเราพูดเสียงต่ำเราพูดตอนไหน? ปิ๊งป่อง! ตอนที่ใช้รับคำใช่ป่ะ อย่างเช่น พี่ถามว่า ทำอะไรอยู่ น้องตอบ
ทำใจค่ะ
ส่วนคำว่าคะ ลองออกเสียงดู เสียงมันจะสูง เวลาน้องใช้เสียงสูงเนี่ย
น้องลงท้ายตอนไหน? น้องจะใช้ตอนที่เป็นคำถามถูกไหม? เช่น ทำอะไรอยู่คะ ช่วยไหมคะ
ถ้าไม่อยากให้ผิด เวลาพิมพ์หรือเวลาเขียน ให้ลองออกเสียงในใจก่อน แล้วสื่อออกมามันจะไม่ผิดเพี้ยน
สังคม : พี่ก็โง่สังคมเช่นกัน= =" แต่...ม.6พี่ตั้งใจเรียนในห้องเพราะชอบประวัติศาสตร์ ม.6น้องจะได้เรียนประวัติศาสตร์สากล
ใครอ่านมาเยอะก่อน ได้เปรียบก็โชคดีไป แต่จริงๆแล้วพี่ต้องขอบคุณอาจารย์สุนิดามากๆ
เพราะถ้าพี่ไม่ได้ท่านสอนเนี่ย พี่คงคะแนนไม่ผ่านครึ่งแน่นอน
น่าเสียดายที่พี่มาเรียนช้าไปหน่อย คือเรียนตอนม.6เทอมสอง
ถ้าเรียนตั้งแต่เทอม1คะแนนคงจะดีกว่านี้ พี่ก็อ่านชีทที่อ.ให้
แล้วก็ตั้งใจเรียนในห้อง
การรับเข้าของคณะแพทยศาสตร์ ไม่มีรับผ่าน
Admissions นะคะ
เป็นการรับตรงทั้งหมด 100% ค่ะ
แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
แบบที่ 1 การรับตรงที่แต่ละมหาวิทยาลัยรับเอง เช่น การรับตรงแพทย์ ม.ขอนแก่น, การรับตรง
แพทย์ มศว. อยากเรียนที่ไหน ก็สมัคร และ ไปสอบกับโครงการนั้นๆ
แบบที่ 2 การรับผ่านโครงการกสพท. ชื่อจริงคือ
กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ที่เราจะคุยกันวันนี้ค่ะ
การรับตรงของกสพท. จะเป็นการรับร่วมกันของ แพทย์ 12 สถาบัน และทันตแพทย์ 5 สถาบัน ดังนี้ค่ะ

คุณสมบัติผู้สมัคร
ทั้งหมด 17 สถาบัน เวลาสมัคร เราเลือกได้
4 อันดับ
เรียงตามความชอบค่ะ ในการพิจารณาจะดูทั้งคะแนนสอบ การสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย
ถึงบอกว่าต้องดูคุณสมบัติด้านร่างกายให้ดี สอบข้อเขียนผ่าน
ไม่ผ่านสัมภาษณ์จะเศร้ากันไปนะ
คะแนนสอบที่เอามาแข่ง คิด 100% แบ่งสัดส่วนดังนี้ค่ะ
แปลว่าถึงน้องจะสอบวิชาการ ในข้อ1 และ วิชาเฉพาะในข้อ 2 ได้คะแนนเยอะเวอร์ แต่ O-NET
ไม่ผ่าน 60% ก็แปลว่าไม่ผ่านเกณฑ์ คือ
สอบไม่ติดนะคะ ที่สำคัญ O-NET สอบได้ครั้งเดียว แก้ไขไม่ได้ ปีนี้ไม่ผ่าน ปีหน้าก็ไม่ผ่าน น้องจะไม่มีสิทธิ์สอบกสพท. อีกเลย
จนกว่าเค้าจะเปลี่ยนระเบียบการค่ะ T T
กำหนดการของปีที่ผ่านๆ มาคือ รับสมัคร เดือนสิงหาคม, สอบวิชาเฉพาะ
เดือนตุลาคม , สอบวิชาการ เดือนมกราคม ประกาศผลเดือนมีนาคมค่ะ ...ขอให้ได้ฉลองกันนะคะ ^^
สำหรับมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ จำนวนรับ และกำหนดการต่างๆ
ต้องรอระเบียบการของปีนี้นะคะ ใครอยากเป็นหมอ
ก็ต้องติดตามข่าวสารและเตรียมตัวกันให้ดี เผลอแป๊บเดียว เดี๋ยวก็สอบแล้วค่ะ
รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www9.si.mahidol.ac.th/
ขอให้ได้เรียนหมอกันอย่างที่หวังนะคะ
ปธ.ทปอ.เผย กสพท.จัดสอบร่วมกับ
ทปอ.ในระบบรับตรง หลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตและทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ปีการศึกษา 2555 โดยจัดสอบวิชาเฉพาะและวิชาการ 7 วิชา โดยการสอบวิชาการจัดสอบโดยสทศ. เป็นปีแรก
ศ.ดร.ประสาท สืบค้าอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
(มทส.) และในฐานะประธาน ทปอ. เปิดเผยว่า กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ได้ร่วมมือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในการจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบรับตรงของ
ทปอ.(Clearing House) เพื่อเป็นการลดภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง
ลดปัญหาในการมอบตัวเข้าศึกษาซ้ำซ้อนหลายสถาบันในปีการศึกษาเดียวกัน
อันเป็นเหตุให้มีการสละสิทธิ์ และมีที่นั่งว่างในแต่ละสถาบัน
โดยมีสถาบันเข้าร่วมในระบบรับตรงนี้ในคณะแพทยศาสตร์ 12 สถาบัน
และคณะทันตแพทยศาสตร์ 5 สถาบัน ได้แก่
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
(20 คน) / คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (200 คน) / คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (50 คน) /
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (72 คน)
/ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (30 คน)/ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ม.มหิดล (156 คน)/ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล (250
คน)/ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (40 คน)
/ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (165 คน) / คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (30 คน)/
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร (70 คน)
/ คณะแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า **เพศชาย (60 คน)
/ คณะทันตแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า **เพศหญิง (40 คน) / คณะทันตแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (80 คน) / คณะทันตแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล (70) / คณะทันตแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (30 คน) / คณะทันตแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (20 คน) และ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (25 คน) รวมทั้งสิ้น 1,408 คน
โดยประมาณ
** จำนวนที่รับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
ศ.นพ.อาวุธ
ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
กล่าวว่า จุดประสงค์หลักในการสอบระบบตรงนี้
เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักเรียน โดยที่จัดสอบให้มีความยุติธรรมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ในขณะเดียวกันกระบวนการในการจัดสอบ ก็ได้สอดแทรกกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นแพทย์ที่ดีต่อไป
ข้างหน้า โดยปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้ว คือ
เรามีการจัดสอบวิชาทั่วไปหรือด้านวิชาการ 7 วิชา โดย
สทศ.เป็นปีแรก ส่วนทาง กสพท.ก็ทำหน้าที่จัดสอบวิชาเฉพาะอย่างเดิม
ด้าน ศ.พญ. บุญมี
สถาปัตยวงศ์ประธานอนุกรรมการการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต
และหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2555 ด้วยระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
(กสพท.) เผยว่า ในกรณีเรื่องการส่งรูปถ่ายของนักเรียนที่มีปัญหาเมื่อปีที่แล้วนั้น
ในปีนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนการส่งเอกสารประกอบการสมัครสอบใหม่ โดย ปีนี้นักเรียนไม่ต้องส่งรูปถ่าย
แต่ใช้การสแกนรูปถ่ายเป็นไฟล์นามสกุล .JPG แล้วแนบไฟล์รูปถ่าย
พร้อมไฟล์เอกสารประกอบที่ต้องสแกนเป็นไฟล์นามสกุล .JPG เช่นกัน
อัปโหลดแล้วส่งมาทางเว็บไซต์ของ กสพท. รวมถึงนำเอกสารทั้งหมดที่เป็นเปเปอร์ใส่ซองส่งไปรษณีย์มาที่
กสพท.อีกทางหนึ่งด้วย
กำหนดการในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต
และหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2555 ผ่านระบบรับตรง ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
(กสพท.) มีดังนี้
1-31 ส.ค. 2554
สมัครผ่านInternet โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการฯ
ได้แก่ www9.si.mahidol.ac.th
(เว็บ กสพท.) / www.md.kku.ac.th (มข.) /
www.md.chula.ac.th (จุฬาฯ) / www.med.cmu.ac.th
(มช.) / www.med.tu.ac.th (มธ.) / www.med.nu.ac.th
(มน.) / www.ra.mahidol.ac.th
(รามา ม.มหิดล) / www.si.mahidol.ac.th (ศิริราช ม.มหิดล) / www.rsu.ac.th (ม.รังสิต) /
www.med.swu.ac.th (มศว) / medinfo.psu.ac.th (ม.อ.) / www.vajira.ac.th (วชิรพยาบาล) /
www.pcm.ac.th (ว.แพทย์พระมงกุฎ) / www.dent.chula.ac.th (จุฬาฯ) / www.dt.mahidol.ac.th (ม. มหิดล) /www.dent.cmu.ac.th
(มช.) / www.dent.psu.ac.th (ม.อ.) / www.dent.swu.ac.th
1 ส.ค. - 5 ก.ย. 2554 ชำระเงินค่าสมัคร ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารไทยพาณิชย์
1 ส.ค. - 5 ก.ย. 2554
ส่งใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัคร
ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
7 - 15 ก.ย.
2554
ผู้สมัครตรวจสอบสถานภาพการสมัคร ทางเว็บไซต์
ประมาณ 1 ต.ค.-5 พ.ย.2554
ปริ้นท์แบบฟอร์ม กสพท.11 เพื่อใช้เป็นบัตรเข้าห้องสอบ
วันเสาร์ที่ 5 พ.ย.
2554 สอบวิชาเฉพาะ
ประมาณเดือน ธ.ค. 2554
ประกาศคะแนนวิชาเฉพาะ
ประมาณเดือน ม.ค. 2555
สอบวิชาการ 7 วิชา จัดสอบโดยสทศ. ผู้สมัครทุกคน ต้องสมัครสอบและเข้าสอบตามประกาศของ
สทศ.(ให้ติดตามประกาศของ สทศ.ที่ http://www.niets.or.th)
รายะละเอียดทั้งหมด http://www9.si.mahidol.ac.th/pdf/consort2555_ann01_25540713
เผยยอดรับคณะแพทย์กลุ่ม กสพท.ปี
55

เผยยอดรับคณะแพทย์กลุ่ม กสพท.ปี 55
ยันทุกอย่างโปร่งใส
ศ.นพ.อาวุธ
ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) เปิดเผยว่า จากการสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2555 ผ่านระบบรับตรงของกลุ่ม
กสพท. โดย กสพท.ร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบรับตรงของ
ทปอ. หรือเคลียริ่งเฮาส์ (Clearing house) เพื่อลดภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง
ลดปัญหาการมอบตัวเข้าศึกษาซ้ำซ้อนหลายสถาบันในปีการศึกษาเดียว กันเป็นเหตุให้เกิดการสละสิทธิ์
โดยยืนยันคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ที่จะเข้ามาเรียนแพทย์ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง
มีความละเอียดรอบคอบ ซื่อสัตย์สุจริต ที่สามารถแสดงให้เห็นทุกขั้นตอนตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัคร
การเข้าสอบข้อเขียนและการสัมภาษณ์ตรวจร่างกาย โดยปีนี้มีคณะแพทยศาสตร์ที่เข้าร่วม
12 สถาบัน คณะทันตแพทยศาสตร์ 5 สถาบัน ดังนี้
คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น รับ 20 คน, คณะแพทย์ฯ
จุฬาฯ รับ 200 คน, คณะแพทย์ฯ
ม.เชียงใหม่ 50 คน, คณะแพทย์ฯ
ม.ธรรมศาสตร์ 72 คน, คณะแพทย์ฯ
ม.นเรศวร 30 คน, คณะแพทย์ฯ
โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล 156 คน, คณะแพทย์ฯ
ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล 250 คน, วิทยาลัยแพทย์ฯ
ม.รังสิต 40 คน, คณะแพทย์ฯ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
165 คน, คณะแพทย์ฯ ม.สงขลานครินทร์ 30
คน, คณะแพทย์ฯ วชิรพยาบาล ม.กรุงเทพมหานคร 70
คน, วิทยาลัยแพทย์ฯ รพ.พระมงกุฎฯ ชาย 60
คน หญิง 40 คน, คณะทันตแพทย์ฯ
จุฬาฯ 80 คน, คณะทันตแพทย์ฯ ม.มหิดล 70
คน, คณะทันตแพทย์ฯ ม.เชียงใหม่ 30 คน, คณะทันตแพทย์ฯ ม.สงขลานครินทร์ 20 คน, คณะทันตแพทยศาสตร์ มศว 25 คน
รวมรับ 1,408 คน โดยนักเรียนที่สนใจดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของคณะแพทย์ฯที่เข้าร่วม.
ขอบคุณข่าวจาก : ไทยรัฐออนไลน์

ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)
ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ
เรื่อง การดำเนินการการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์
โดยเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ สามารถติดตามได้ที่
http://www.cuas.or.th/quota/index.html
โดยรายชื่อมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมในโครงการรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ (Clearinghouse) * นี้
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร
มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร (คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล)
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
มหาวิทยาลัยพะเยา
-------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ *: รายละเอียดในการรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ของแต่ละมหาวิทยาลัย
ให้เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์
ของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นโดยตรง
กำหนดการ
1-29 กรกฎาคม 54 รับสมัครการสอบ GAT/PAT
8-11 ตุลาคม 54 สอบ GAT/PAT
1-30 ตุลาคม 54 รับสมัครสอบวิชาหลัก 7 วิชา
10 พฤศจิกายน 54 ประกาศผลคะแนนการสอบ
GAT/PAT
7-8 มกราคม 55 สอบวิชาหลัก ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ สังคมศึกษา
วิชาละ 100 คะแนน ใช้เวลาสอบวิชาละ 1 ชั่วโมง 30 นาที
รายละเอียดและกำหนดการเพิ่มเติม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก เอกสารประกอบข่าวนะค่ะ
ศูนย์ข่าวการศึกษาไทย
อ่านต่อรายละเอียดทั้งหมดและดาวน์โหลดไฟล์ที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่
ที่มา ENN ศูนย์ข่าวการศึกษาไทย www.enn.co.th
15 กรกฎาคม 2554 08:56 น.
ถอดความรู้สิงคโปร์
สร้างคนคุณภาพและสังคมน่าอยู่
ด้วยนโยบายส่งเสริมการอ่าน

สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านและหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซียนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีสถิติการอ่านค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับไทย โดยมีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่มต่อคน ขณะที่คนไทยยังให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก
นอกจากนี้ ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์
ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากนักเหมือนประเทศอื่น แต่กลับมีฐานะทางเศรษฐกิจดีและประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือ ความมีระเบียบวินัยของคนในประเทศ ซึ่งเป็นผลจากนโยบายหนึ่งในการพัฒนาประชาชนให้มีคุณภาพและพัฒนาสังคมให้น่าอยู่
คือ นโยบายส่งเสริมการอ่าน

นางเกียง-โก๊ะไลลิน ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน
คณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์
(Singapore National Library Board)คือ ผู้หนึ่งที่มีส่วนผลักดันและสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการอ่านของสิงคโปร์ และในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการทำงานส่งเสริมการอ่านมายาวนานกว่า
35 ปี เธอยังได้นำประสบการณ์มาผลักดันให้เกิดโครงการใหม่ๆ เพื่อปลูกฝังและส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับประชาชนในสิงคโปร์มากมาย อีกทั้งส่งเสริมให้มีการอ่านหนังสือทั้ง
4 ภาษา ได้แก่ จีน , อังกฤษ , มาเลเซีย และทมิฬ ซึ่งไม่เพียงแต่เชิญชวนให้คนสิงคโปร์อ่านหนังสือแล้ว ยังส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีการแบ่งปันประสบการณ์การอ่านอีกด้วย
นาง เกียง-โก๊ะ ไล
ลิน กล่าวว่า รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์
ให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการอ่าน โดยมีคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำนโยบายส่งเสริมการอ่าน ซึ่งนอกจากห้องสมุด เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการบริการที่สะดวกแล้ว ต้องไม่ลืมว่าหัวใจหลัก
คือ การสอนให้ประชาชนรักการอ่าน รู้จักวิธีการเลือกหนังสือ เพื่อส่งเสริมความรู้และการพัฒนาตัวเอง
โครงการส่งเสริมการอ่านของประเทศสิงคโปร์นั้น
มีหลากหลาย เน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย อย่างกว้างขวาง โดยมีโครงการที่น่าสนใจและเป็นตัวอย่างที่ดี
อาทิ National Kids Read Programเป็นโครงการที่เปิดรับสมัครอาสาสมัครเพื่ออ่านหนังสือ เล่านิทานให้เด็กๆ ในชุมชน ,โรงเรียนอนุบาล , ประถม และมัธยมศึกษา โดยเน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วม
สนุกสนานกับเรื่องเล่า เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษในเรื่องเล่า
และได้ข้อคิดดีๆ จากเรื่องเล่าหรือนิทานที่ฟัง เพราะเมื่อเด็กสนุกก็จะทำให้พวกเขาอยากที่จะเปิดหนังสืออ่าน และมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสือว่าไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ซึ่งเด็กๆ ยังได้รับความรู้ใหม่ๆ
ที่จะนำไปใช้ในด้านการเรียนและใช้ในชีวิตประจำวันได้
โครงการ 10,000 & More Father Readingเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในสิงคโปร์ เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้พ่อจากทุกอาชีพอ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรืออ่านหนังสือกับลูกๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกผ่านการอ่านหนังสือ กิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2550 มีผู้เข้าร่วมและได้ประโยชน์กว่า 60,000 คน และยังมีกิจกรรมต่อเนื่องคือ Read a story with my Dad เป็นการแข่งขันวิจารณ์หนังสือ
โดยมีโรงเรียนอนุบาล และศูนย์ดูแลเด็กเข้าร่วม โดยห้องสมุดแห่งชาติจะมีการ์ดแจกให้เด็กๆ
จากนั้นให้เด็กๆ นำกลับไปที่บ้านให้พ่ออ่านให้ฟัง เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็ส่งการ์ดกลับมาที่ห้องสมุดแห่งชาติ เพื่อเลือกการ์ดและให้รางวัล ผู้ที่ได้รับคัดเลือกก็จะมาที่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือและทำกิจกรรมร่วมกัน จากนั้นบรรดาคุณพ่อจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
และประสบการณ์การอ่านหนังสือให้ลูกๆ
ฟัง
และจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ต่อไป
นาง เกียง-โก๊ะ ไล
ลิน กล่าวว่า
อีกโครงการที่สำคัญในการส่งเสริมการอ่านของประเทศสิงคโปร์ คือ Read!
การอ่าน..เป็นนิสัยที่ดีที่สุดในการบ่มเพาะสติปัญญา แม้ในโลกปัจจุบันผู้คนนิยมใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น แต่ก็ยังมีกลุ่มคนรักการอ่านหนังสือผุดขึ้นมากมายทั่วโลก
อย่างโครงการ หนึ่งเล่มหนึ่งเมืองของสหรัฐอเมริกาขณะที่เรามีโครงการมาอ่านหนังสือกันเถอะ!สิงคโปร์ ซึ่งโครงการนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายจากหลากหลายอาชีพมาจัดตั้งชมรมการอ่านเฉพาะกลุ่มขึ้น เช่น กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ ครู
ช่างทำผม เจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพ
พนักงานโรงแรมและบริการ
กลุ่มผู้สูงอายุ เยาวชน ประชาชนทั่วไป หัวหน้าองค์กรรากหญ้า รวมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน
และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ปัจจุบันมีชมรมการอ่านเฉพาะกลุ่มขึ้นมากกว่า
90 แห่ง

เราดีใจที่เห็นคนทุกกลุ่มหันมาสนใจการอ่าน และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จก็มีการไปอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำอีก เพราะประเด็นที่พูดคุยกันมีหลากหลาย
น่าสนใจ ทำให้เราสนใจและกลับไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเพิ่มเติม
ที่สำคัญคือ เราเห็นว่าคนที่มาทำกิจกรรมร่วมกันมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นอกจากจะส่งเสริมการอ่านแล้ว
ยังเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนแต่ละกลุ่ม
แต่ละชุมชนอีกด้วย นาง เกียง-โก๊ะ ไล
ลิน กล่าว
ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน
กล่าวย้ำว่า การส่งเสริมให้ประชาชนทุกวัยทุกอาชีพหันมาสนใจการอ่านหนังสือ ไม่ใช่แค่การให้ประชาชนมาอ่านหนังสือแล้วจบไป
แต่เมื่ออ่านหนังสือเสร็จแล้ว ยังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลายจากหนังสือที่อ่านเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้
เพื่อมุ่งพัฒนาให้คนสิงคโปร์มีทักษะการคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ มีความคิดสร้างสรรค์
และกล้าแสดงออก ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมการอ่านขึ้นในชุมชนทั่วประเทศ
จากก้าวเล็กๆ
สู่การก้าวย่างที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ทั้งคุณภาพคนและสังคมที่ดี ตัวอย่างจากประสบการณ์การส่งเสริมการอ่านของประเทศเพื่อนบ้านประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ จะเห็นได้ชัดว่า เริ่มจากการอ่านแต่การจะส่งเสริมให้คนหันมาสนใจการอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ได้นั้น ต้องอาศัยความรู้และความร่วมมือจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล
เอกชน และคนในประเทศที่จะช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการอ่านให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของคน
และสังคมให้น่าอยู่ต่อไป
อย่างไรก็ดี
สำหรับผู้ที่สนใจจะร่วมเปิดพรมแดนความรู้ และสำรวจประสบการณ์ส่งเสริมการอ่านของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนอื่นๆ
เพิ่มเติม ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน
ภายในปี พ.ศ.2558 สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.)
สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
ขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการอ่านระดับชาตินี้ได้ ในงานประชุมวิชาการประจำปี
2554 Thailand Conference on Reading หรือ TCR
2011ระหว่างวันที่ 24 25 สิงหาคม
2554 ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
หรือลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมงานได้ที่เว็บไซต์ www.tcr2011.comตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำนักทะเบียนและประมวลผล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกประกาศให้คำแนะนำน้องๆ
ในการเตรียมตัวสอบโครงการรับตรงของ ธรรมศาสตร์ ซึ่งจะมีเปิดรับสมัครในวันที่ 12-29 กันยายน 2554
นี้ โดยแบ่งกลุ่มคณะที่เปิดรับโครงการรับตรง โดย ใช้เงื่อนไง และองค์ประกอบในการพิจารณาแตกต่างกัน น้องๆศึกษาดูนะค่ะ
โครงการรับตรง
ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2555
เริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่
12-29กันยายน 2554ที่
www.reg.tu.ac.th ในปีการศึกษา 2555นี้
การคัดเลือกโดยใช้คะแนนจากการสอบข้อสอบกลางของ สทศ.
1) GAT PAT ได้แก่
คณะวิศวกรรมศาสตร์ (PAT1 , PAT3)
คณะทันตแพทยศาสตร์ (GAT , PAT1 , PAT2)
คณะพยาบาลศาสตร์ (GAT , PAT2)
2) วิชาสามัญใด ๆ ใน 7วิชา ได้แก่
คณะสหเวชศาสตร์ (ใช้ 6วิชา ภาษาไทย อังกฤษ
คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา และ
ฟิสิกส์) และคะแนน GAT , PAT2ประกอบการสัมภาษณ์แต่ไม่ใช้ในการคัดเลือก
การคัดเลือกโดยการจัดสอบเอง และ GAT/PAT ได้แก่
คณะนิติศาสตร์ (GAT)
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เฉพาะสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (GAT
, PAT1 , PAT2)
คณะศิลปกรรมศาสตร์ : สาขาวิชาการละคอน (GAT)
, สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ (GAT , PAT6)
การคัดเลือกโดยการจัดสอบเอง ได้แก่
คณะรัฐศาสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง
คณะสาธารณสุขศาสตร์
สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (หลักสูตรนานาชาติ)
การคัดเลือกโดยการใช้คะแนน Smart-I ได้แก่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
*** การนำคะแนน GAT PAT และวิชาสามัญ มาใช้ในการคัดเลือก
ผู้สมัครต้องสมัครสอบกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ภายในเวลาที่
สทศ. กำหนด ดูรายละเอียดการ สมัครและวันเวลา
สถานที่สอบได้ที่ www.niets.or.th ***
เตรียมพบกับประกาศรับสมัครเร็วๆนี้ทาง www.reg.tu.ac.th
สอบถามรายละเอียดได้ที่
ฝ่ายรับเข้าศึกษา ม.ธรรมศาสตร์
0-2564-4440-79ต่อ 1603-1606